วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตัวอย่างย่อความ

เรื่องพ่อค้า ๒ คน

พ่อค้าคนหนึ่ง มีความจำเป็นต้องเดินทางไปค้าขายยังแดนไกล  เขามีความเป็นห่วงในทรัพย์สินและบ้านเรือนของเขาเป็นอันมาก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องไป  เขามีเพื่อนบ้านเรือนเคียงอยู่คนหนึ่งซึ่งได้คบกันมาเป็นเวลานาน  เพราะมีฐานะเป็นพ่อค้าเช่นเดียวกันกับเขาในครั้งนี้เนื่องจากเขาจะเดินทางเป็นเวลานานมาก  จึงคิดว่าควรจะฝากของมีค่าของเขาไว้เสียกับเพื่อนบ้านเพื่อจะได้เป็นที่ปลอดภัยจากการถูกขโมย  คิดดังนั้นแล้วเขาก็นำเงินแท่งหนักถึงหนึ่งร้อยกิโลกรัม  บรรจุใส่ถุงผ้าอย่างดีนำไปฝากเพื่อนบ้านตามที่คิดไว้  แล้วก็ออกเดินทางไปค้าขายตามความตั้งใจเดิม
หลังจากวันเดินทางหนึ่งเดือนพอดี  พ่อค้าผู้นั้นก็ได้กลับมาถึงบ้านเดิม  เขารีบตรงไปหาเพื่อนบ้าน และออกปากขอเงินแท่งที่เขาได้ฝากไว้  เพื่อนบ้านเขาร้องว่า   “เงินทองเพื่อนนะหรือ ?  อนิจจา.... เราเสียใจจริงๆ  ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันดี  หนูมันกินเสียจนหมดแล้วซี  เราดุด่าว่าคนของเรามากมาย  เพราะไม่ค่อยระวังรักษาทรัพย์สินที่เพื่อนนำมาฝากไว้  แต่ก็นั่นแหละอะไรจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทุกเวลาไม่ใช่หรือ? ”  พ่อค้าผู้นั้นแม้จะรู้สึกประหลาดใจเต็มทีแต่ก็ทำเป็นซื่อ  เชื่อถือในเรื่องโกหกที่เขารับฟังจากเพื่อนบ้าน  แต่ในใจของเขานั้นครุ่นคิดหาอุบายที่จะนำเงินแท่งทั้งหมดของเขาคืนมาให้ได้
ลายวันต่อมาพ่อค้าผู้นั้นบังเอิญได้พบกับบุตรชายอายุประมาณ  ๑๐ ขวบ  ของเพื่อนบ้านซึ่งโกงเงินของเขาไป  จึงได้พาตัวเด็กไปซ่อนไว้ที่บ้านของเขาเองโดยไม่มีใครรู้เห็น  แล้วตัวเขาเองก็ออกไปเชิญเพื่อนบ้านคนนั้นให้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกับเขา  แต่ชายพ่อค้าพ่อของเด็กรีบบอกว่า  “ขอโทษด้วยเถิด ขอให้ฉันได้ขอโทษในการที่ต้องปฏิเสธความใจดีของเพื่อนในครั้งนี้สักครั้งเถิด”  ชายเพื่อนบ้านกล่าวด้วยน้ำตานองหน้า  ส่วนพ่อค้าแกล้งทำหน้าฉงนอย่างไม่เข้าใจ  ชายเพื่อนบ้านจึงเล่าให้ฟังต่อไปว่า  “ฉันเห็นจะหมดความสุขไปชั่วชีวิตนี้เสียแล้ว  ฉันมีลูกเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง  ฉันรักเขายิ่งกว่าตัวฉันเองเสียอีก  แต่ว่าโธ่เอ๋ยอนิจจา... ฉันคงไม่เห็นหน้าเขาอีกแล้ว  เขาหายไปไม่รู้ว่าใครมาลักพาเขาไปเสียแล้ว”  กล่าวจบเพื่อนบ้านของพ่อค้าก็ปล่อยโฮออกมาอีกโดยไม่ละอายเลยแม้สักนิด  เมื่อเห็นดังนั้นพ่อค้าจึงเอ่ยขึ้นว่า 
ก็เรื่องนี่แหละที่เราชวนเพื่อนมากินอาหารเย็นด้วยกัน  เพื่อจะได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี  เพราะเมื่อวานนี้ตอนตะวันตกดิน  เราได้เห็นนกเค้าแมวตัวหนึ่งถาลงมาโฉบเอาลูกชายของท่านบินหายไปในอากาศ  เราช่วยเขาไว้ไม่ทัน  เพราะมันมืดมองไม่เห็นถนัดว่า  นกตัวนั้นมันพาลูกชายของเพื่อนบินไปทางไหน ? ”
ชายผู้เป็นพ่อของเด็กที่หายไปพูดขึ้นว่า “เพื่อนจะให้เราเชื่อได้อย่างไรกัน?  นกเค้าแมวตัวเล็กนิดเดียวเท่านั้นเองจะสามารถโฉบเอาลูกของเราซึ่งมีน้ำหนักมากมายอย่างนั้นไปในอากาศได้อย่างไรกัน?  เพื่อนเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้เราฟังกันนี่ความจริงแล้วลูกเราน่าจะเป็นฝ่ายที่จับนกเค้าแมวตัวนั้นมาขังไว้มากกว่า  ที่จะถูกมันโฉบแล้วพาหายไปในอากาศอย่างที่เพื่อนบอกให้ฟัง”  ชายพ่อค้าตอบว่า  “อันนี้เราก็ไม่รู้จะบอกเพื่อนอย่างไรดี  แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  เพราะเราก็ได้เห็นมากับตาของเราเอง  แต่ก็รู้สึกว่าไม่น่าสงสัยอะไรเพราะมันน่าจะเป็นไปได้ที่นกเค้าแมวตัวเล็กๆ โฉบเอาลูกของเพื่อนไปได้  เพราะหนูตัวเล็กๆ ก็ยังสามารถกินเงินแท่งซึ่งมีน้ำหนักตั้งร้อยกิโลไปได้อย่างสบายๆ นี่นา”  พ่อของเด็กเริ่มเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร  จึงได้รีบวิ่งกลับไปที่บ้านนำเอาเงินแท่งทั้งหมดมาคืนให้พ่อค้าไป  แล้วเขาก็รับตัวลูกชายคืนไป
                                “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  อุบายของเราอาจทำลายตัวเราเองได้เช่นเดียวกัน
                                                           (คัดจากนิทานอีสป  รวบรวมโดย วิณณา หน้า ๗๖ – ๘๐)
เมื่ออ่านแล้วอาจพิจารณาได้ดังนี้
ย่อหน้าที่ ๑ 
ประโยคใจความสำคัญ       พ่อค้าคนหนึ่งต้องเดินทางไปค้าขายแดนไกล  เขาจึงเอาเงินแท่งหนักหนึ่งร้อยกิโลกรัมไปฝากเพื่อน
ประโยคพลความที่เด่น      เพื่อนอยู่บ้านใกล้กัน  สนิทสนมกันมานาน
ย่อหน้าที่ ๒
ประโยคใจความสำคัญ    -  หนึ่งเดือนต่อมาเขากลับบ้านและไปทวงเงินแท่งคืน เพื่อนไม่มีจะคืน  
-  พ่อค้าทำเป็นเชื่อคำพูด  และคิดอุบายในใจ              
ประโยคพลความที่เด่น    -  เพื่อนบอกว่าหนูกัดกินเงินหมดแล้ว สุดวิสัยที่จะช่วยได้
-  พ่อค้าคิดอุบายที่จะเอาเงินคืนมา
ย่อหน้าที่ ๓
ประโยคใจความสำคัญ    ๑.  หลายวันต่อมาพ่อค้าจับลูกเพื่อนไปขังไว้               
๒. พ่อค้าไปเชิญเพื่อนมารับประทานอาหารด้วยกัน
๓. เพื่อนปฏิเสธ
๔. พ่อค้าบอกว่าเห็นนกเค้าแมวคาบลูกชายเพื่อนไป
ประโยคพลความที่เด่น    ๑. พ่อค้าพบลูกเพื่อนโดยบังเอิญจึงจับไปขังไว้       
๒. เพื่อนกำลังเศร้าโศกที่ลูกหายไป
ย่อหน้าที่ ๔
ประโยคใจความสำคัญ    ๑.  เพื่อนไม่เชื่อพ่อค้า                              
๒. พ่อค้าบอกว่าเห็นมากับตา               
ประโยคพลความที่เด่น    ๑.  เพื่อนไม่เชื่อว่านกเค้าแมวจะคาบลูกชายได้    
๒. พ่อค้าเปรียบเทียบว่าหนูตัวเล็กๆ ยังกินเงินแท่งได้
ย่อความได้ ดังนี้
            นิทานเรื่องพ่อค้าสองคน  ของอีสป จากหนังสือนิทานอีสป  รวบรวมโดยวิณณา หน้า ๗๖- ๘๐
ความว่า
                พ่อค้าคนหนึ่งต้องเดินทางไปค้าขายยังแดนไกล  เขาจึงเอาเงินแท่งหนักหนึ่งร้อยกิโลกรัมไปฝากไว้กับเพื่อนพ่อค้าซึ่งอยู่บ้านใกล้กันและสนิทสนมกันมานาน  หลังจากนั้นหนึ่งเดือนเขากลับมาแล้วรีบไปหาเพื่อนเพื่อรับเงินแท่งที่ฝากไว้คืน  เพื่อนบ้านบอกว่าหนูกัดกินเงินของเขาหมดแล้ว  สุดวิสัยที่จะช่วยได้ พ่อค้าทราบว่าเพื่อนของเขาพูดเท็จจึงคิดอุบายที่จะเอาเงินคืนมา  หลายวันต่อมาเขาได้พาบุตรชายของเพื่อนไปซ่อนไว้ที่บ้านของเขา  แล้วไปเชิญเพื่อนบ้านให้มารับประทานอาหารกับเขา  เพื่อนบ้านปฏิเสธเพราะกำลังมีความทุกข์ที่ลูกชายหายไป  พ่อค้าจึงบอกว่าเขาเห็นนกเค้าแมวคาบลูกชายของเพื่อนไป แต่เขาช่วยไว้ไม่ทัน  เพื่อนของเขาไม่เชื่อว่านกเค้าแมวคาบลูกชายเขาได้  พ่อค้าบอกว่าไม่น่าแปลกใจเลยเพราะหนูตัวเล็กยังกัดกินเงินแท่งได้  เพื่อนเขาจึงเข้าใจและรีบวิ่งกลับไปบ้านนำเงินแท่งทั้งหมดมาคืน  และรับตัวลูกชายของตนกลับไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น